สรุปสั้น ๆ: หากต้องการซื้อบ้านในศรีราชา ควรประเมินจาก รายได้ต่อเดือน หนี้เดิม เงินดาวน์ และค่างวดที่ไม่ควรสูงเกินประมาณ 40% ของรายได้ โดยตัวอย่างบ้านราคา 3 ล้านบาท หากกู้ 80% และผ่อน 30 ปีที่ดอกเบี้ยสมมติ 6% จะมีค่างวดประมาณ 14,400 บาทต่อเดือน และควรมีรายได้ประมาณ 36,000 บาทขึ้นไปต่อเดือน หากไม่มีภาระหนี้อื่น
ผู้ที่กำลังวางแผนซื้อบ้าน ศรีราชา บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม หรือคอนโด รวมถึงคนที่ต้องการรู้ว่า “เงินเดือนเท่าไหร่ถึงจะกู้ซื้อบ้านได้” และควรเตรียมเงินเท่าไหร่ก่อนยื่นสินเชื่อบ้าน
บทความนี้ครอบคลุมตั้งแต่ความหมายของสินเชื่อบ้าน วิธีประเมินความสามารถในการผ่อน คำนวณค่างวดบ้านราคา 3 ล้านบาท ถึง 10 ล้านบาท เงินเดือนที่ควรมี เงินดาวน์ เอกสารสำหรับการกู้ ไปจนถึงแนวทางเลือกทำเลและที่อยู่อาศัยในศรีราชาให้เหมาะกับรายได้
คำถามสำคัญสำหรับคนที่กำลังเริ่มต้นซื้อบ้านคือ “เงินเดือนเท่าไหร่ถึงจะซื้อบ้านได้?”
โดยทั่วไปไม่ได้มีตัวเลขเงินเดือนขั้นต่ำเพียงตัวเดียว เพราะธนาคารจะพิจารณาหลายปัจจัย เช่น
รายได้และรายได้ต่อเดือน
ภาระหนี้ที่มีอยู่
ประวัติการชำระหนี้
อายุของผู้กู้
เงินดาวน์
ราคาบ้านและราคาประเมิน
ระยะเวลาผ่อน
อัตราดอกเบี้ย
ความมั่นคงของรายได้
เอกสารแสดงรายได้และ Statement
หากใช้หลักวางแผนการเงินเบื้องต้นที่ให้ ค่างวดบ้านอยู่ราว 40% ของรายได้ต่อเดือน จะประเมินได้ง่ายว่า
เงินเดือนที่ควรมี ≈ ค่างวดบ้านต่อเดือน ÷ 40%
ตัวอย่าง หากต้องผ่อนเดือนละ 20,000 บาท
20,000 ÷ 0.40 = 50,000 บาทต่อเดือน
ดังนั้น ผู้กู้ควรมีรายได้ประมาณ 50,000 บาทต่อเดือน หากไม่มีภาระหนี้อื่น
อย่างไรก็ตาม 40% ของรายได้ไม่ใช่เกณฑ์อนุมัติสินเชื่อที่ตายตัวของทุกธนาคาร เพราะความสามารถในการชำระหนี้จริงของผู้กู้แต่ละรายขึ้นอยู่กับนโยบายและการประเมินของสถาบันการเงิน
สินเชื่อบ้าน คือเงินกู้ที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินให้ผู้กู้นำไปใช้ซื้อที่อยู่อาศัย เช่น
บ้านเดี่ยว
ทาวน์โฮม
ทาวน์เฮาส์
คอนโด
บ้านมือสอง
การปลูกสร้างบ้าน
ผู้กู้จะนำบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์มาเป็นหลักประกัน และทยอย ผ่อนชำระต่อเดือน ตามระยะเวลาที่กำหนด
ตัวอย่างเช่น บ้านราคา 3 ล้านบาท หากมีเงินดาวน์ 600,000 บาท จะเหลือวงเงินกู้ประมาณ 2.4 ล้านบาท
ธนาคารจะนำวงเงินกู้ อัตราดอกเบี้ย และระยะเวลาผ่อนมาคำนวณเป็น ค่างวด ที่ต้องชำระทุกเดือน
การกู้บ้านไม่ได้ดูแค่เงินเดือนเท่านั้น โดยทั่วไปจะพิจารณา
1. รายได้
ผู้กู้ต้องแสดงให้เห็นว่ามีรายได้สม่ำเสมอและเพียงพอต่อการชำระหนี้
2. ภาระหนี้เดิม
เช่น รถยนต์ บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล หรือหนี้บ้านหลังอื่น
3. ประวัติเครดิต
ประวัติการชำระหนี้มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อ
4. ราคาบ้านและราคาประเมิน
วงเงินกู้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาขายเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับหลักประกันและนโยบายของธนาคาร
5. เงินดาวน์
การมีเงินดาวน์ช่วยลดวงเงินกู้และลดค่างวดที่ต้องผ่อนเดือนละเท่าไหร่
6. อายุและระยะเวลาผ่อน
ระยะเวลาผ่อนที่ยาวขึ้นช่วยลดค่างวด แต่โดยรวมจะมีดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญามากขึ้น
สูตรง่าย ๆ สำหรับวางแผนก่อนกู้คือ
ค่างวดที่เหมาะสม ≈ 40% × รายได้ต่อเดือน
หรือกลับสูตรเป็น
รายได้ที่ควรมี ≈ ค่างวดบ้าน ÷ 0.40
หากมีเงินเดือน 50,000 บาท
50,000 × 40% = 20,000 บาท
หมายความว่า หากไม่มีภาระหนี้อื่น การวางแผนให้ผ่อนบ้านประมาณ 20,000 บาทต่อเดือนหรือต่ำกว่านั้น จะช่วยให้มีเงินเหลือสำหรับค่าใช้จ่ายอื่นมากขึ้น
แต่ถ้ามีหนี้รถหรือหนี้บัตรเครดิตอยู่แล้ว ต้องนำ ภาระหนี้ทั้งหมด มาร่วมวางแผน ไม่ควรนำเงินเดือนทั้งหมดไปคำนวณเฉพาะค่างวดบ้าน
บ้านราคาสูงทำให้วงเงินกู้สูงขึ้น และโดยทั่วไปยอดผ่อนก็สูงขึ้นตาม
เช่น บ้านราคา 3 ล้านบาทกับบ้านราคา 10 ล้านบาท ย่อมมีความแตกต่างด้านค่างวดและรายได้ที่ต้องใช้ในการกู้ค่อนข้างมาก
หากมีเงินดาวน์มากขึ้น วงเงินกู้จะลดลง
ตัวอย่าง บ้านราคา 3 ล้านบาท
ดาวน์ 10% = 300,000 บาท
เงินกู้ = 2.7 ล้านบาท
ดาวน์ 20% = 600,000 บาท
เงินกู้ = 2.4 ล้านบาท
ดังนั้น เงินดาวน์จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการลดค่างวด
อัตราดอกเบี้ยมีผลโดยตรงต่อการผ่อนบ้าน หากดอกเบี้ยเพิ่ม ค่างวดหรือภาระดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญาก็อาจเพิ่มขึ้น
ตัวอย่างด้านล่างจึงใช้อัตราดอกเบี้ย 5%, 6% และ 7% เพื่อให้เห็นความแตกต่าง โดยเป็นอัตราสมมติสำหรับการวางแผน ไม่ใช่การรับรองว่าเป็นอัตราที่ธนาคารใดจะอนุมัติให้ผู้กู้
อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านจริงอาจแตกต่างกันตามธนาคาร โปรไฟล์ผู้กู้ โปรโมชั่น การทำประกัน และช่วงเวลาที่สมัคร ตัวอย่างเช่น กสิกรไทยระบุว่าอัตราดอกเบี้ยลอยตัวสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และเผยแพร่ MRR ที่ 6.58% ณ วันที่ 2 มีนาคม 2569
การเลือกผ่อน 30 ปีทำให้ค่างวดต่อเดือนต่ำกว่าการผ่อน 15 ปี แต่มีระยะเวลาชำระดอกเบี้ยนานกว่า
ดังนั้นไม่ควรดูเพียงว่า “ผ่อนเดือนละเท่าไหร่” แต่ควรดู ยอดดอกเบี้ยรวมและความสามารถในการชำระหนี้ ด้วย
สมมติให้
บ้านราคา = 3,000,000 บาท
เงินดาวน์ = 20% หรือ 600,000 บาท
วงเงินกู้ = 2,400,000 บาท
ระยะเวลาผ่อน = 30 ปี
ไม่มีหนี้อื่น
คำนวณแบบลดต้นลดดอก
อัตราดอกเบี้ยสมมติ | ค่างวด/เดือน | รายได้ที่ควรมี* |
|---|---|---|
5% | 12,900 บาท | 32,200 บาท |
6% | 14,400 บาท | 36,000 บาท |
7% | 16,000 บาท | 40,000 บาท |
*คำนวณโดยใช้ค่างวดประมาณ 40% ของรายได้ และเป็นเพียงเกณฑ์วางแผนเบื้องต้น
ดังนั้น หากมี เงินเดือนเท่าไหร่ จึงจะซื้อบ้าน 3 ล้านบาทได้?
หากใช้ตัวอย่างดอกเบี้ย 6% และไม่มีหนี้อื่น การมีรายได้ประมาณ 36,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป จะทำให้ตัวเลขค่างวดอยู่ในกรอบประมาณ 40% ของรายได้
แต่ผู้กู้ที่มีเงินเดือน 36,000 บาทและมีหนี้รถหรือบัตรเครดิตอยู่แล้ว อาจต้องใช้รายได้มากกว่านี้
สำหรับบ้านระดับ 8 ล้านบาท ถึง 10 ล้านบาท การวางแผนต้องละเอียดขึ้น เพราะวงเงินกู้และยอดผ่อนสูง
เพื่อเปรียบเทียบอย่างง่าย สมมติเงินดาวน์ 20%
เงินดาวน์ 20% = 1.6 ล้านบาท
วงเงินกู้ = 6.4 ล้านบาท
ที่ดอกเบี้ยสมมติ 6% และผ่อน 30 ปี
ค่างวดประมาณ 38,400 บาทต่อเดือน
รายได้ที่ควรมีตามกรอบ 40%:
38,400 ÷ 0.40 ≈ 96,000 บาทต่อเดือน
เงินดาวน์ 20% = 2 ล้านบาท
วงเงินกู้ = 8 ล้านบาท
ที่ดอกเบี้ยสมมติ 6% และผ่อน 30 ปี
ค่างวดประมาณ 48,000 บาทต่อเดือน
รายได้ที่ควรมี:
48,000 ÷ 0.40 ≈ 120,000 บาทต่อเดือน
ดังนั้น หากมีเงินเดือนประมาณ 120,000 บาทและไม่มีหนี้อื่น ตัวเลขตัวอย่างของบ้านราคา 10 ล้าน จะอยู่ในกรอบการวางแผนดังกล่าว
ทั้งนี้ ไม่ควรตีความว่าเงินเดือนเท่านี้แล้วธนาคารจะอนุมัติวงเงินกู้สูงสุดเท่านี้โดยอัตโนมัติ
สมมติ
บ้านราคา 10 ล้านบาท
ดาวน์ 20%
วงเงินกู้ 8 ล้านบาท
ดอกเบี้ย 6%
ระยะเวลาผ่อน | ค่างวดโดยประมาณ | รายได้ที่ควรมีที่ 40% |
|---|---|---|
15 ปี | 67,500 บาท/เดือน | 168,800 บาท/เดือน |
30 ปี | 48,000 บาท/เดือน | 120,000 บาท/เดือน |
จะเห็นว่าการเพิ่ม ระยะเวลาผ่อนชำระ ช่วยลดค่างวดรายเดือนลงได้ แต่ผู้กู้จะมีหนี้อยู่นานขึ้นและมีดอกเบี้ยรวมสูงขึ้น
ดังนั้นผู้ที่มีรายได้เพียงพออาจเลือกผ่อนระยะสั้นเพื่อเร่งลดเงินต้น ขณะที่ผู้ที่ต้องการบริหารสภาพคล่องอาจเลือกผ่อนระยะยาวและวางแผนโปะเงินต้นเมื่อมีเงินเพิ่มเติม
สมมติ ดาวน์ 20% และผ่อน 30 ปี
บ้านราคา | วงเงินกู้ | ดอกเบี้ย 5% | ดอกเบี้ย 6% | ดอกเบี้ย 7% |
|---|---|---|---|---|
3 ล้านบาท | 2.4 ล้านบาท | 12,900 | 14,400 | 16,000 |
8 ล้านบาท | 6.4 ล้านบาท | 34,400 | 38,400 | 42,600 |
10 ล้านบาท | 8 ล้านบาท | 42,900 | 48,000 | 53,200 |
ตัวเลขเป็นการคำนวณเพื่อการวางแผน โดยสมมติอัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอดอายุสัญญา ซึ่งในสินเชื่อจริงอัตราดอกเบี้ยอาจเปลี่ยนแปลงหลังช่วงโปรโมชั่น
บ้านราคา | รายได้ที่ควรมีโดยประมาณ* |
|---|---|
3 ล้านบาท | 32,000-40,000 บาท/เดือน |
8 ล้านบาท | 86,000-107,000 บาท/เดือน |
10 ล้านบาท | 107,000-133,000 บาท/เดือน |
*ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยและสมมติฐานในตาราง รวมถึงต้องปรับตามหนี้เดิมของผู้กู้
เรื่อง LTV หรือ Loan to Value เป็นอีกปัจจัยที่คนซื้อบ้านควรตรวจสอบก่อนยื่นกู้
ณ วันที่จัดทำบทความ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ขยายมาตรการผ่อนคลาย LTV ออกไปถึง 30 มิถุนายน 2570 โดยสำหรับสัญญาที่ทำตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึง 30 มิถุนายน 2570 มีการกำหนดเพดาน LTV 100% ในบางกรณี เช่น ที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาทสำหรับสัญญากู้หลังที่ 2 เป็นต้นไป และที่อยู่อาศัยราคา 10 ล้านบาทขึ้นไปสำหรับสัญญากู้หลังแรก
อย่างไรก็ตาม LTV 100% ไม่ได้หมายความว่าผู้กู้ทุกคนจะได้รับวงเงิน 100% ของราคาบ้าน เพราะธนาคารยังพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ รายได้ ราคาประเมิน และหลักเกณฑ์ภายในของธนาคาร
สำหรับการวางแผนซื้อบ้าน การมีเงินดาวน์ของตัวเองยังมีประโยชน์ เพราะช่วยลดวงเงินกู้และยอดผ่อน
ก่อนยื่นกู้ซื้อบ้าน ควรเตรียมเอกสารหลัก ๆ ได้แก่
บัตรประชาชน
ทะเบียนบ้าน
สลิปเงินเดือน
หนังสือรับรองเงินเดือน
Statement ย้อนหลังตามที่ธนาคารกำหนด
เอกสารแสดงภาระหนี้
เอกสารเกี่ยวกับบ้านหรือสัญญาจะซื้อจะขาย
อาจต้องเตรียมเพิ่มเติม เช่น
Statement
เอกสารจดทะเบียนธุรกิจ
เอกสารภาษี
หลักฐานรายได้
เอกสารทางบัญชี
เอกสารที่ต้องใช้จริงขึ้นอยู่กับธนาคารและลักษณะรายได้ของผู้กู้
ก่อนยื่น สินเชื่อบ้าน ควรตรวจสอบประวัติการชำระหนี้ของตัวเอง
หากมีหนี้ค้างชำระ ควรจัดการให้เรียบร้อยก่อนสมัครกู้ และควรรักษาประวัติการชำระหนี้ให้ดีอย่างต่อเนื่อง
ไม่ควรสร้างหนี้ใหม่จำนวนมากก่อนยื่นกู้ เช่น ผ่อนรถใหม่ เปิดสินเชื่อส่วนบุคคล หรือใช้วงเงินบัตรเครดิตสูง เพราะอาจกระทบความสามารถในการชำระหนี้ที่ธนาคารประเมิน
สำหรับผู้ที่ต้องการกู้บ้าน ควรเตรียมความพร้อมอย่างน้อย 5 เรื่อง
มีรายได้สม่ำเสมอ
มี Statement ที่แสดงรายได้ชัดเจน
มีเงินดาวน์และเงินสำรอง
มีประวัติชำระหนี้ที่ดี
ไม่มีภาระหนี้สูงเกินไปเมื่อเทียบกับรายได้
นอกจากเงินดาวน์แล้ว ควรมีเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายในการซื้อบ้าน เช่น ค่าธรรมเนียมโอน ค่าจดจำนอง ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการประเมินหลักประกัน ค่าส่วนกลาง และค่าใช้จ่ายในการย้ายเข้าอยู่อาศัย
ธนาคารแห่งประเทศไทยมีเครื่องมือสำหรับเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์สินเชื่อบ้านและค่าธรรมเนียม ซึ่งสามารถใช้ตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจได้
การซื้อบ้าน ศรีราชา ไม่ควรพิจารณาเฉพาะราคาบ้าน แต่ควรดู ทำเล การเดินทาง และค่าใช้จ่ายในการอยู่อาศัย ด้วย
ควรพิจารณาระยะทางจากบ้านไป
ที่ทำงาน
โรงเรียน
โรงพยาบาล
แหล่งซื้อสินค้า
ถนนสายหลัก
ทางด่วนหรือเส้นทางเชื่อมต่อ
สิ่งอำนวยความสะดวก
สำหรับคนทำงานในพื้นที่ศรีราชา ชลบุรี หรือพื้นที่อุตสาหกรรมโดยรอบ ควรคำนวณค่าเดินทางต่อเดือนควบคู่กับค่างวดบ้าน
อาจเริ่มมองบ้านหรือทาวน์โฮมในระดับราคาที่ค่างวดไม่สูงจนเกินไป โดยควรคำนวณหนี้รถและค่าใช้จ่ายประจำร่วมด้วย
มีทางเลือกด้านที่อยู่อาศัยมากขึ้น เช่น บ้านเดี่ยวหรือทาวน์โฮมที่มีพื้นที่เพิ่มขึ้น แต่ควรคำนึงถึงวงเงินกู้และหนี้เดิม
สามารถวางแผนบ้านระดับราคาสูงขึ้นได้ แต่บ้านราคา 8-10 ล้านบาทควรประเมินเงินดาวน์และภาระผ่อนอย่างละเอียด โดยเฉพาะหากมีหนี้รถหรือสินเชื่ออื่นอยู่แล้ว
อย่าดูเพียงว่า “เงินเดือนเท่านี้ซื้อบ้านราคาเท่าไหร่” แต่ควรถามว่า “หลังจากผ่อนบ้านแล้ว ยังมีเงินเพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตและเงินสำรองหรือไม่”
การเลือก บ้านหรือคอนโด ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้ชีวิต
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ
พื้นที่ใช้สอยมากขึ้น
ที่จอดรถ
พื้นที่สำหรับครอบครัว
ความเป็นส่วนตัว
พื้นที่สำหรับอยู่อาศัยระยะยาว
เหมาะสำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับ
ทำเล
การเดินทาง
ความสะดวก
สิ่งอำนวยความสะดวกครบ
การดูแลพื้นที่ส่วนกลาง
ก่อนซื้อควรเปรียบเทียบ ค่างวด + ค่าส่วนกลาง + ค่าเดินทาง + ค่าใช้จ่ายประจำ ไม่ใช่ดูเพียงราคาขาย
หากค่างวดสูงเมื่อเทียบกับรายได้ ธนาคารอาจไม่อนุมัติวงเงินตามที่ต้องการ
วิธีแก้: ลดราคาบ้าน เพิ่มเงินดาวน์ หรือเพิ่มผู้กู้ร่วมตามเงื่อนไขของธนาคาร
หนี้รถและสินเชื่อส่วนบุคคลสามารถลดความสามารถในการกู้ซื้อบ้าน
วิธีแก้: จัดการหนี้เดิมและลดภาระรายเดือนก่อนยื่นกู้
การค้างชำระหรือมีประวัติชำระหนี้ไม่สม่ำเสมออาจส่งผลต่อการพิจารณา
วิธีแก้: ตรวจเครดิตและจัดการภาระค้างชำระให้เรียบร้อย
ผู้ประกอบอาชีพอิสระอาจต้องใช้เอกสารเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์รายได้
วิธีแก้: เก็บ Statement และหลักฐานรายได้อย่างเป็นระบบ
หากคำนวณแล้วพบว่า ต้องผ่อนเดือนละ 40,000 บาท แต่รายได้ไม่เพียงพอ ไม่ควรรีบตัดสินใจซื้อเพียงเพราะธนาคารอาจให้วงเงินกู้
สามารถปรับแผนได้ เช่น
เลือกบ้านราคาต่ำลง
เพิ่มเงินดาวน์
ขยายระยะเวลาผ่อน
ลดหนี้เดิม
เพิ่มเงินสำรอง
พิจารณาผู้กู้ร่วม
เปรียบเทียบสินเชื่อหลายธนาคาร
เป้าหมายสำคัญคือทำให้ การผ่อนชำระ ยังอยู่ในระดับที่รับได้แม้มีค่าใช้จ่ายฉุกเฉินเกิดขึ้น
หากใช้สมมติฐาน ดาวน์ 20% ผ่อน 30 ปี และไม่มีหนี้อื่น สามารถใช้ตัวเลขนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการวางแผนได้
บ้าน 3 ล้านบาท: รายได้ประมาณ 32,000-40,000 บาท/เดือน
บ้าน 8 ล้านบาท: รายได้ประมาณ 86,000-107,000 บาท/เดือน
บ้าน 10 ล้านบาท: รายได้ประมาณ 107,000-133,000 บาท/เดือน
ตัวเลขดังกล่าวเป็น การประมาณเพื่อวางแผน ไม่ใช่เกณฑ์อนุมัติสินเชื่อของธนาคาร
สำหรับผู้ที่มีหนี้รถ บัตรเครดิต หรือสินเชื่ออื่น รายได้ที่ต้องมีอาจสูงกว่านี้
ก่อนตัดสินใจซื้อบ้าน ให้เริ่มจาก 6 ขั้นตอนนี้
ขั้นที่ 1: ตรวจรายได้และค่าใช้จ่ายต่อเดือน
ขั้นที่ 2: รวมยอดหนี้ทั้งหมดที่ต้องชำระหนี้ในแต่ละเดือน
ขั้นที่ 3: กำหนดงบค่างวดที่สามารถผ่อนต่อเดือนได้อย่างสบาย
ขั้นที่ 4: คำนวณวงเงินกู้จากค่างวด ระยะเวลาผ่อน และอัตราดอกเบี้ย
ขั้นที่ 5: เตรียมเงินดาวน์และเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
ขั้นที่ 6: เปรียบเทียบสินเชื่อบ้านจากหลายธนาคารก่อนยื่นกู้
หากการคำนวณมีความซับซ้อน เช่น มีรายได้หลายทาง มีผู้กู้ร่วม หรือมีหนี้หลายประเภท การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อหรือที่ปรึกษาทางการเงินสามารถช่วยวางแผนได้อย่างเหมาะสม
มีโอกาสซื้อได้ แต่ วงเงินกู้และบ้านที่ซื้อได้จริงขึ้นอยู่กับหนี้เดิม เงินดาวน์ อายุ และเกณฑ์ของธนาคาร หากใช้กรอบ 40% ของรายได้ จะมีงบค่างวดประมาณ 12,000 บาทต่อเดือน จึงควรมองบ้านที่มีค่างวดไม่สูงเกินกำลัง
จากตัวอย่างบ้าน 3 ล้านบาท ดาวน์ 20% และกู้ 2.4 ล้านบาท หากสมมติดอกเบี้ย 6% และผ่อน 30 ปี ค่างวดประมาณ 14,400 บาทต่อเดือน หรือประมาณ 36% ของรายได้ 40,000 บาท อย่างไรก็ตาม ธนาคารจะพิจารณาหนี้อื่นและคุณสมบัติของผู้กู้ด้วย
หากใช้กรอบค่างวด 40% จะมีงบค่างวดประมาณ 20,000 บาทต่อเดือน แต่ วงเงินกู้จริง ต้องคำนวณจากอัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาผ่อน อายุผู้กู้ หนี้เดิม และหลักเกณฑ์ธนาคาร
หากดาวน์ 20% และกู้ 8 ล้านบาท ผ่อน 30 ปี ที่ดอกเบี้ยสมมติ 6% ค่างวดประมาณ 48,000 บาทต่อเดือน ดังนั้น หากใช้กรอบ 40% ของรายได้ จะต้องมีรายได้ประมาณ 120,000 บาทต่อเดือน และควรไม่มีภาระหนี้อื่นจำนวนมาก
ไม่มีตัวเลขเดียวที่เหมาะกับผู้กู้ทุกคน ปัจจุบันเกณฑ์ LTV มีมาตรการผ่อนคลายบางกรณีถึง 100% จนถึง 30 มิถุนายน 2570 แต่ธนาคารยังพิจารณาความสามารถของผู้กู้เป็นรายกรณี
ในทางวางแผน การมีเงินดาวน์มากขึ้นช่วยลดวงเงินกู้และค่างวดได้
ขึ้นอยู่กับความสามารถในการชำระหนี้ หากผ่อน 15 ปี ค่างวดสูงกว่าแต่ลดเงินต้นเร็วกว่า ส่วน 30 ปีช่วยลดค่างวด เดือนละเท่าไหร่ ได้มากกว่า แต่ต้องผ่อนนานขึ้น
ผู้ที่กำลังวางแผน การซื้อบ้าน ควรตรวจข้อมูลจากแหล่งทางการก่อนยื่นกู้ โดยเฉพาะ
ข้อมูลมาตรการ LTV จากธนาคารแห่งประเทศไทย
เครื่องมือเปรียบเทียบสินเชื่อบ้าน
ตารางค่าธรรมเนียมสินเชื่อบ้าน
เว็บไซต์ธนาคารที่ต้องการยื่นกู้
เครื่องคำนวณค่างวดของแต่ละธนาคาร
ธนาคารแห่งประเทศไทยมีทั้งข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการ LTV และเครื่องมือเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์และค่าธรรมเนียมสินเชื่อบ้าน ซึ่งเหมาะสำหรับใช้ตรวจสอบข้อมูลก่อนสมัคร
คำตอบไม่ได้ขึ้นอยู่กับ เงินเดือน เพียงอย่างเดียว แต่ต้องดู รายได้และหนี้ทั้งหมดของผู้กู้ เงินดาวน์ อัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาผ่อน และราคาบ้าน
หากต้องการเริ่มต้นแบบง่าย สามารถใช้หลักว่า
ค่างวดที่วางแผนไว้ ≈ ไม่เกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน
จากตัวอย่าง
บ้าน 3 ล้านบาท → รายได้ประมาณ 32,000-40,000 บาท/เดือน
บ้าน 8 ล้านบาท → รายได้ประมาณ 86,000-107,000 บาท/เดือน
บ้าน 10 ล้านบาท → รายได้ประมาณ 107,000-133,000 บาท/เดือน
ตัวเลขเหล่านี้ช่วยตอบได้เบื้องต้นว่า “มีเงินเดือนเท่านี้ ซื้อบ้านได้อย่างไร” แต่ก่อนยื่น กู้บ้าน ควรนำรายได้ หนี้เดิม เงินดาวน์ และค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาคำนวณร่วมกัน เพื่อให้การผ่อนบ้านในระยะยาวเป็นไปอย่างเหมาะสมและไม่กระทบสภาพคล่องในชีวิตประจำวัน