บทความเจาะลึกอสังหาริมทรัพย์ฉบับนี้จัดทำขึ้นสำหรับผู้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยแนวราบในราคาที่จับต้องได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีเงินออมหรือมีวงเงินอนุมัติเริ่มต้นที่ 2 ล้านบาท และอยากรู้ว่าในสถานการณ์ตลาดปัจจุบัน ทาวน์โฮม 2 ล้านบาทนั้นยังคงมีอยู่จริงในทำเลไหนบ้าง? วัตถุประสงค์หลักคือการให้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพรวมความเข้าใจเรื่องโครงสร้างราคา การเลือกทำเลที่ชาญฉลาด การเปรียบเทียบความคุ้มค่าเชิงลึก และการวางแผนงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับการต่อเติม ตลอดจนขั้นตอนการบริหารสินเชื่อเพื่อให้การซื้อบ้านหลังแรกของคุณเป็นกระบวนการที่ง่าย มั่นคง ปลอดภัย และตอบโจทย์ชีวิตจริงของสมาชิกทุกคนในครอบครัวในระยะยาวได้อย่างดีที่สุด
หากคุณตั้งคำถามว่าในยุคนี้งบประมาณ 2 ล้านบาท ซื้อทาวน์โฮมได้ไหม? คำตอบคือ “ได้และยังมีอยู่จริง” แต่คุณต้องทำความเข้าใจสภาพความเป็นไปของตลาดว่า สำหรับโครงการใหม่มือหนึ่งภายใต้เงื่อนไข “ทาวน์โฮม 2 ล้านบาท” นั้นหมายถึงอะไร — ในเขตพื้นที่ชั้นในหรือใจกลางเมืองแทบจะไม่มีเหลือแล้ว เพราะต้นทุนของที่ดินและการก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ดังนั้น ความเป็นไปได้ในปัจจุบันจึงถูกแบ่งออกเป็นสองทางเลือกหลักๆ คือ การมองหาโครงการมือหนึ่งดีไซน์ทันสมัยที่ตั้งอยู่บริเวณชานเมืองรอบนอก ซึ่งเหมาะกับใครที่ต้องการบ้านใหม่ในราคาจับต้องได้ หรืออีกทางเลือกคือการเลือกซื้อบ้านมือสองในทำเลที่ขยับเข้าใกล้ตัวเมืองกว่า แล้วนำงบประมาณที่เหลือมาทำการปรับปรุงหรือต่อเติมอะไรเพิ่มเติมในภายหลัง
สำหรับโครงการแนวราบราคาเริ่มต้นไม่เกิน 2 ล้านบาท หรืออาจขยับเกินมาเพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่จะเกาะกลุ่มอยู่ตามพื้นที่ปริมณฑลและโซนรอบนอกที่เชื่อมต่อกับนิคมอุตสาหกรรมหรือทางด่วน โดยทำเลเด่นๆ ที่เรามักจะเห็นการเปิดตัว ได้แก่:
โซนรังสิต – ลำลูกกา: โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณลำลูกกาคลองกลางๆ ไปจนถึงคลองปลายๆ ซึ่งเป็นทำเลที่มีโครงการแนวราบเปิดตัวในราคาล้านต้นๆ ถึงสองล้านบาทให้เลือกอยู่พอสมควร
โซนบางนา – บางพลี – ตำหรุ: แหล่งงานขนาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เขตนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีตัวเลือกสำหรับคนทำงานในย่านนั้น
โซนเวสต์เกต – บางบัวทอง – ไทรน้อย: ทำเลใกล้รถไฟฟ้าสายสีม่วงที่มีการแข่งขันด้านราคาค่อนข้างสูง
โซนสมุทรสาคร – ประชาอุทิศ – มหาชัย: แหล่งชุมชนและนิคมอุตสาหกรรมตอนใต้ของกรุงเทพฯ
หนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงให้ความสำคัญกับเซกเมนต์นี้คือค่าย ลลิลพร็อพเพอร์ตี้ (Lalin Property) ที่มักจะมีดีไซน์บ้านทาวน์โฮมระดับราคาล้านต้นๆ ถึง 2 ล้านบาทมาตอบโจทย์กลุ่มนี้อย่างต่อเนื่อง เช่น แบรนด์ ไลโอ (Lio) ที่ปักหมุดในทำเลรอบนอกแต่เชื่อมต่อเมืองได้ดี
เมื่อตัดสินใจเลือกซื้อบ้านในระดับราคานี้ สิ่งที่ต้องคาดการณ์และยอมรับล่วงหน้าคือเรื่องของทำเลที่ตั้งซึ่งอาจจะอยู่ลึกเข้าไปในซอยย่อย หรือตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าและระบบขนส่งมวลชนหลัก นอกจากนี้ ขนาดของตัวบ้านอาจมีหน้ากว้างแบบมาตรฐาน เช่น 4 – 5 เมตร และมีพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านรวมประมาณ 70 – 90 ตารางเมตร ซึ่งสำหรับครอบครัวที่มีสมาชิกจำนวนไม่มากหรือเป็นครอบครัวเริ่มต้นก็ถือว่าใช้งานได้เพียงพอ แต่อาจต้องวางแผนตกแต่งและต่อเติมเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้ประโยชน์
เมื่อขยับมาพิจารณาโครงสร้างราคาในตลาดภาพกว้าง จะเห็นความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างงบประมาณที่จำกัดไว้ไม่เกิน 2 ล้านบาทถ้วน กับงบประมาณที่ยืดหยุ่นได้ในช่วง 2-3 ล้านบาท การยินยอมขยับงบประมาณขึ้นมาอยู่ในช่วง 2-3 ล้านบาท จะช่วยเปิดกว้างตัวเลือกให้คุณมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในแง่ของวัสดุผิวที่ใช้ในการตกแต่ง ฟังก์ชันจำนวนห้องนอนและห้องครัว รวมถึงทำเลที่ตั้งที่จะขยับเข้ามาอยู่ใกล้ถนนสายหลักหรือมีเส้นทางรถไฟฟ้าพาดผ่านมากกว่าโครงการในงบ2 ล้านบาทถ้วน
ในเซกเมนต์ 2-3 ล้านบาทนี้ แบรนด์อสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ต่างส่งแบบบ้านทาวน์โฮมเข้ามาร่วมแข่งขันมากมาย โดยเฉพาะ ลลิลพร็อพเพอร์ตี้ ที่มีโครงการในซีรีส์ ไลโอ บลิส (Lio Bliss) หรือ ไลโอ เพรสทีจ (Lio Prestige) ในหลายทำเล เช่น โซนลำลูกกา-รังสิต, เวสต์เกต, หรือสุขสวัสดิ์ ซึ่งมีราคาเริ่มประมาณ 2.2 – 2.8 ล้านบาท ตัวบ้านถูกออกแบบด้วยสไตล์ฝรั่งเศส (French Colonial Style) ที่ดูหรูหราเกินราคา และตอบรับกับผู้อยู่อาศัยยุคใหม่ได้ดี
จุดเด่นของบ้านในกลุ่มงบประมาณ 2-3 ล้านบาท คือ มักจะเป็นทาวน์โฮมที่มีหน้ากว้างขยับขึ้นมาเป็น 5.5 – 5.7 เมตร ทำให้สามารถรองรับการจอดรถยนต์ภายในรั้วบ้านได้ถึง 2 คันอย่างสะดวกสบาย โครงสร้างภายในมักจัดวางให้มี 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ มีพื้นที่ส่วนโถงที่กว้างขวาง และมักตั้งอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรที่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนา มีนิติบุคคลดูแลพื้นที่ส่วนกลาง และมีการจัดวางระบบสุขาภิบาลที่ดีกว่าโครงการราคาต่ำกว่าสองล้าน
หลักในการเลือกทำเลในงบ 2-3 ล้านบาท ให้คุ้มค่าในระยะยาวคือ คุณต้องมองหาบ้านที่ ตั้งอยู่ใกล้ทางด่วน หรือตั้งอยู่ในซอยที่สามารถทะลุออกสู่ถนนหลักได้หลายสาย เพื่อให้ง่ายกับการเดินทางและมีศักยภาพในการเติบโตของราคาในอนาคต
สำหรับผู้ที่มีงบประมาณในใจ 2 ล้านบาท มักเกิดความลังเลใจว่าจะเลือกซื้อบ้านประเภททาวน์โฮม 2 ชั้น หรือจะหันไปหาคอนโดมิเนียมมือหนึ่ง หรือเลือกซื้อบ้านมือสองสภาพดีดี? เรามาเปรียบเทียบข้อเด่นข้อด้อยกันทีละประเด็นเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน
ทาวน์โฮม 2 ชั้น: มีพื้นที่ใช้สอยเฉลี่ยประมาณ 80 – 110 ตารางเมตร ได้สิทธิ์ครอบครองที่ดินเป็นของตัวเอง มีพื้นที่หน้าบ้านและหลังบ้าน สามารถวางแผนต่อเติมครัวแยกส่วนได้อย่างสบายใจ
คอนโดมิเนียมงบ 2 ล้าน: ในทำเลเกาะแนวรถไฟฟ้าคุณมักจะได้ห้องแบบสตูดิโอ หรือ 1 ห้องนอน ขนาดประมาณ 24 – 32 ตารางเมตร ซึ่งมีพื้นที่จำกัดกว่าอย่างเห็นได้ชัด
บ้านมือสองงบ 2 ล้าน: คุณอาจได้ทาวน์เฮ้าส์ขนาดใหญ่หรือบ้านแฝดในซอยลึกที่มีพื้นที่ดินและพื้นที่ใช้สอยร้อยกว่าตารางเมตรขึ้นไป แต่จำเป็นต้องเตรียมงบประมาณก้อนใหญ่มาปรับปรุงและต่อเติมเพิ่มเติม
ในส่วนของค่าใช้จ่ายส่วนกลาง คอนโดมิเนียมมักเก็บตามสัดส่วนตารางเมตร ซึ่งเมื่อคำนวณแล้วยอดรวมต่อปีอาจจะสูงกว่าการอยู่บ้านแนวราบ ในขณะที่ทาวน์โฮมจะจัดเก็บเป็นรายตารางวา ซึ่งเฉลี่ยแล้วประหยัดกว่าในระยะยาว แต่สิ่งที่ต้องตระหนักคือ หากอยู่บ้านแนวราบ คุณจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมโครงสร้าง หลังคา และงานระบบภายในบ้านด้วยตนเองทั้งหมดเมื่อเกิดความเสียหายตามกาลเวลา
เลือกคอนโด: เหมาะสำหรับคนโสดหรือคู่รักที่เพิ่งแต่งงาน ทำงานอยู่ใจกลางเมือง เน้นความรวดเร็วและสะดวกในการเดินทาง ไม่อยากปวดหัวกับการตัดหญ้าหรือซ่อมแซมบ้าน
เลือกทาวน์โฮม / บ้านมือสอง: เหมาะสำหรับผู้ที่อยากสร้างครอบครัว วางแผนมีลูก เลี้ยงสัตว์เลี้ยงได้ มีพื้นที่ทำอาหารทานเองในห้องครัวที่กว้างขวาง และต้องการพื้นที่จอดรถยนต์ส่วนตัวที่ปลอดภัย
ก่อนที่คุณจะตัดสินใจวางเงินมัดจำเพื่อซื้อบ้านในงบ 2 ล้านบาท ปัจจัยแรกที่ต้องนำมาคำนวณอย่างละเอียดคือ “ระยะทางและเวลา” เนื่องจากทาวน์โฮมในกลุ่มราคานี้มักจะตั้งอยู่โซนชานเมือง เช่น ย่านลำลูกกา รังสิต หรือสายไหม หากที่ทำงานหลักของคุณอยู่ใจกลางเมือง เช่น สีลม อโศก หรือสุขุมวิท คุณและสมาชิกในบ้านอาจต้องเผชิญกับการเดินทางที่ยาวนานและเหนื่อยล้าในทุกๆ วัน
ก่อนเลือกโครงการ คุณควรหาเวลาเดินทางไปสำรวจพื้นที่จริงในวันทำงานและวันหยุด เพื่อตรวจสอบดูว่ามีรถตู้สาธารณะ รถสองแถว หรืออยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายไหม? มีจุดขึ้นลงทางด่วนหรือวงแหวนรอบนอกที่สะดวกหรือเปล่า? สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวแปรสำคัญกับการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมีความสุขและไม่เครียดจนเกินไป
นอกจากการเดินทางไปทำงานแล้ว ความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันรอบๆ บ้านก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ควรพิจารณาว่าจากตัวโครงการสามารถเข้าถึงร้านค้า ร้านสะดวกซื้อ ตลาดสด ศูนย์การแพทย์ หรือห้างสรรพสินค้าได้ง่ายและปลอดภัยไหม เพื่อความสบายในวันหยุดพักผ่อน
หลายคนเข้าใจผิดว่าเมื่อเตรียมเงินกู้หรือเงินสดไว้ 2 ล้านบาทแล้วทุกอย่างจะจบลง แต่ในความเป็นจริง ยังมีรายจ่ายเพิ่มเติมแฝงอยู่มากมายที่คุณต้องรับรู้และเตรียมงบสำรองไว้ตั้งแต่ต้น
ในกระบวนการซื้อบ้าน จะมีค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ (ซึ่งโดยส่วนใหญ่โครงการมักจะมีโปรโมชั่นแบ่งจ่ายคนละครึ่งกับผู้ซื้อ) ค่าธรรมเนียมการจดจำนองกับธนาคาร ค่าประกันและติดตั้งมิเตอร์น้ำ-มิเตอร์ไฟ รวมถึงค่าใช้จ่ายส่วนกลางล่วงหน้าประมาณ 1 – 3 ปี ซึ่งรวมๆ แล้วคุณต้องเตรียมเงินสดก้อนไว้อีกประมาณ 50,000 – 100,000 บาท
บ้านทาวน์โฮมระดับราคาไม่เกินสองล้านบาท ส่วนใหญ่จะส่งมอบเป็นบ้านเปล่ามาตรฐาน สิ่งที่ผู้ซื้อเกือบทุกรายจำเป็นต้องทำเพิ่มเติมคือ การต่อเติมหลังคาและโครงเหล็กหน้าบ้านสำหรับจอดรถ และการต่อเติมซิงค์หลังบ้านทำเป็นห้องครัวไทยเพื่อป้องกันกลิ่นรบกวนภายในบ้าน ซึ่งงบประมาณในส่วนนี้จะอยู่ประมาณ 100,000 ถึง 200,000 บาท ขึ้นอยู่กับแบบและเกรดของวัสดุที่เลือกใช้
หลังเข้าอยู่อาศัยแล้ว คุณจะต้องพบกับค่าใช้จ่ายประจำรายเดือน เช่น ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า (ซึ่งบ้านแนวราบมักมีค่าไฟสูงกว่าคอนโดมิเนียมตามขนาดพื้นที่และจำนวนเครื่องปรับอากาศที่เปิดใช้งาน) รวมถึงค่าจัดเก็บขยะของหมู่บ้านหรือเทศบาล
เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 3 – 5 ปี โครงสร้างส่วนต่อเติมหรือดินรอบบ้านอาจมีการทรุดตัวตามธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของบ้านแนวราบ คุณจึงควรวางแผนจัดสรรเงินออมสำรองเผื่อไว้สำหรับกรณีเหล่านี้ล่วงหน้า เพื่อไม่ให้กระทบสภาพคล่องเงินสดในกระเป๋า
เมื่อต้องการเงินทุนมาบริหารจัดการเรื่องบ้าน ธนาคารและสถาบันการเงินมักเสนอตัวเลือกผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่เหมาะสมกับความต้องการที่แตกต่างกัน
ข้อดี: อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าสินเชื่อประเภทอื่นๆ (เฉลี่ยประมาณ 3 – 5% ในช่วง 3 ปีแรก) และมีระยะเวลาผ่อนชำระยาวนานสูงสุดถึง 30 – 40 ปี ทำให้ยอดผ่อนต่อเดือนต่ำ ไม่สร้างภาระหนักเกินไป
ข้อเสีย: วงเงินกู้จะถูกอนุมัติและประเมินจากมูลค่าราคาประเมินของตัวบ้านและที่ดินเป็นหลัก ไม่สามารถนำเงินสดออกมาใช้จ่ายในเรื่องอื่นได้ตามใจชอบ
ข้อดี: ได้รับเงินก้อนโอนเข้าบัญชีโดยตรงเพื่อนำมาใช้ในการซื้อเฟอร์นิเจอร์ ตกแต่งภายใน หรือจัดหาเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้าบ้านใหม่ได้ทันทีตามที่อยากได้
ข้อเสีย: สถาบันการเงินบางแห่งอาจคิดอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยแบบปกติ หรืออาจกำหนดระยะเวลาในการผ่อนชำระที่สั้นกว่า ทำให้ยอดจ่ายต่อเดือนสูงขึ้น
เกณฑ์ที่ปลอดภัยที่สุดในการเลือกวงเงินกู้คือ ยอดรวมภาระหนี้ที่ต้องจ่ายคืนธนาคารต่อเดือนไม่ควรเกิน 30 – 40% ของรายได้สุทธิของครอบครัว ยกตัวอย่างเช่น หากคุณมีรายได้รวม 30,000 บาท ยอดผ่อนบ้านต่อเดือนไม่ควรเกิน 9,000 – 12,000 บาท เพื่อความปลอดภัยและมีเงินเหลือใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอย่างไม่ฝืดเคือง
มาตรการ LTV (Loan-to-Value) ของธนาคารแห่งประเทศไทย จะเปรียบเหมือนตัวกำหนดว่าคุณจะสามารถกู้ได้เต็ม 100% ของราคาบ้าน หรือจำเป็นต้องเตรียมเงินวางดาวน์ล่วงหน้า หากคุณต้องวางดาวน์ 10% สำหรับบ้าน****ราคา 2 ล้านบาท นั่นหมายความว่าคุณต้องมีเงินสดเตรียมพร้อมไว้ประมาณ 200,000 บาท เพื่อจ่ายให้โครงการก่อนทำเรื่องกู้หลัก
ข้อควรระวังคือ คุณไม่ควรนำเงินเก็บทั้งหมดที่มีในชีวิตมาใช้กับการดาวน์บ้านจนหมดบัญชี คุณจำเป็นต้องมีเงินสดสำรองฉุกเฉินตั้งเก็บไว้ต่างหากอย่างน้อย 3 – 6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน เผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นในอนาคต
ในกรณีที่งบประมาณในการต่อเติมและตกแต่งบ้านไม่เพียงพอ และไม่สามารถขอรวมวงเงินในสินเชื่อบ้านหลักได้ สินเชื่อส่วนบุคคลก็นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทำได้ง่าย แต่เงื่อนไขสำคัญคือผู้กู้ต้องมีประวัติทางการเงินที่ดีเยี่ยม มีคะแนนเครดิตบูโรที่สะอาด และมีฐานเงินเดือนขั้นต่ำตามที่สถาบันการเงินกำหนดไว้
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ดอกเบี้ยของสินเชื่อส่วนบุคคลจะค่อนข้างสูงกว่าดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านค่อนข้างมาก (เฉลี่ยประมาณ 9 – 18% ต่อปี) ดังนั้น คุณควรพิจารณาใช้งานเท่าที่จำเป็นจริงๆ และหากมีเงินก้อนเข้ามาก็ควรวางแผนโปะปิดบัญชีให้เร็วที่สุดเพื่อลดการสูญเสียเงินไปกับดอกเบี้ย
หลังจากผ่านขั้นตอนการซื้อบ้านและการต่อเติมโครงสร้างหลักเสร็จสิ้นแล้ว ให้คุณวางแผนจัดลำดับความสำคัญในการซื้อเฟอร์นิเจอร์ โดยมุ่งเน้นไปที่สิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตก่อน เช่น ชุดที่นอน เครื่องปรับอากาศในห้องนอนหลัก และเครื่องซักผ้า ส่วนของตกแต่งบ้านอื่นๆ ค่อยๆ ทยอยซื้อเพิ่มเติมในภายหลังเมื่อมีงบประมาณพร้อม
ผู้อยู่อาศัยบ้านแนวราบควรตั้งงบประมาณสำหรับดูแลรักษาและบำรุงรักษาบ้านประจำปีไว้ประมาณ 1% ของมูลค่าตัวบ้าน เช่น หากบ้านราคา 2 ล้านบาท ก็ควรมีงบดูแลประมาณ 20,000 บาทต่อปี เผื่อไว้สำหรับค่างานระบบบำบัด ค่างานระบบประปา ไฟฟ้า หรือการล้างเครื่องปรับอากาศตามรอบ
โดยทั่วไปเมื่อคุณกู้ซื้อบ้าน ธนาคารจะบังคับให้ทำประกันอัคคีภัยพ่วงมาด้วยอยู่แล้ว แต่เพื่อความอุ่นใจเพิ่มเติม คุณสามารถเลือกซื้อประกันความคุ้มครองภัยพิบัติ หรือประกันโจรกรรมทรัพย์สินเพิ่มเติมได้ในราคาเบี้ยประกันที่ไม่สูงมากนัก
ทาวน์โฮม 2 ล้านบาท ในทำเลชานเมืองที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เช่น โซนลำลูกกา คลองกลาง หรือโซนบางบัวทอง มีแนวโน้มที่ราคาจะปรับตัวสูงขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเมื่อโครงข่ายคมนาคม เช่น ถนนตัดใหม่ เส้นทางด่วนขยาย หรือสถานีรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ
เนื่องจากเป็นกลุ่มบ้านในระดับราคาที่ประชากรส่วนใหญ่ที่มีรายได้ระดับปานกลางสามารถเข้าถึงได้ง่าย (Mass Market) ส่งผลให้มีความคล่องตัวสูงหากคุณต้องการประกาศขายต่อหรือปล่อยเช่าในอนาคตเมื่อเทียบกับบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ที่มีราคาสูง
สิ่งที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้บ้านของคุณได้เป็นอย่างดีคือ การหมั่นดูแลรักษาตัวบ้านให้ดูสะอาดและใหม่อยู่เสมอ การต่อเติมพื้นที่หลังคาและห้องครัวอย่างถูกต้องตามหลักวิศวกรรม ไม่สร้างความเดือดร้อนให้บ้านข้างเคียง รวมถึงการเลือกใช้โทนสีสว่างที่เป็นสากลในการตกแต่ง ซึ่งจะทำให้บ้านที่คุณอยู่ดูโปร่งโล่งและน่าซื้อหา
ในการสรุปและตัดสินใจขั้นสุดท้าย ให้คุณนำเกณฑ์ความพร้อม 3 ประการนี้มาพิจารณา:
ความพร้อมทางการเงิน: คุณมีเงินสดสำรองแล้วหรือยัง? และยอดผ่อนชำระต่อเดือนอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ตึงมือเกินไปใช่ไหม?
ความพร้อมเรื่องทำเล: สมาชิกในครอบครัวยอมรับเรื่องระยะทางและเวลาในการเดินทางไปทำงานหรือไปเรียนได้จริงๆ หรือไม่?
ความพร้อมเรื่องขนาด: ตัวบ้านทาวน์โฮมสามารถตอบโจทย์การอยู่อาศัยของจำนวนสมาชิกในบ้านไปได้อย่างน้อย 5 – 10 ปีหรือไม่?
หากพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วพบว่าสอดคล้องกับงบประมาณและชีวิตประจำวัน โครงการคุณภาพราคาย่อมเยาจากผู้พัฒนาที่มีชื่อเสียง เช่น โครงการของ ลลิลพร็อพเพอร์ตี้ ก็นับเป็นตัวเลือกที่ฉลาดและคุ้มค่าอย่างยิ่ง
หากตรวจสอบแล้วพบว่าสถานะทางการเงินยังตึงเครียดเกินไป หรือทำเลของทาวน์โฮม 2 ล้านบาทมือหนึ่งที่มีในตลาดตอนนี้ยังไม่ตอบโจทย์การเดินทาง ทางเลือกที่ดีและปลอดภัยกว่าคือการ “เช่าอยู่ไปก่อน” เพื่อศึกษาทำเลและทดลองระบบการเดินทางจริง พร้อมทั้งใช้ช่วงเวลานี้ในการเก็บออมเงินดาวน์ให้ได้ก้อนใหญ่มากขึ้น
หากคุณประเมินรอบด้านแล้วพบว่าตนเองมีความพร้อม และตัดสินใจแน่วแน่ที่จะซื้อบ้าน ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนดังต่อไปนี้:
ตระเวนออกสำรวจโครงการจริงในทำเลเป้าหมาย (เช่น โซนลำลูกกา รังสิต หรือ นนทบุรี) อย่างน้อย 3 – 5 โครงการ เปรียบเทียบทั้งพื้นที่ใช้สอยและของแถมเพิ่มเติม
จัดเตรียมเอกสารสำคัญทางการเงิน (สลิปเงินเดือน, หนังสือรับรองเงินเดือน, Statement ย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน) ให้เรียบร้อยและเป็นระเบียบ
ยื่นขอสินเชื่อล่วงหน้าหรือพรีแอปพรูฟ (Pre-approve) กับธนาคารสองถึงสามแห่ง เพื่อนำข้อเสนอและอัตราดอกเบี้ยที่ดีที่สุดมาเปรียบเทียบกัน
จ้างบริษัทตรวจรับบ้านหรือทำการตรวจสอบสภาพบ้านอย่างละเอียดถี่ถ้วนในทุกระบบก่อนทำการเซ็นรับโอนกรรมสิทธิ์
ควบคุมและบริหารงบประมาณในการต่อเติมหลังบ้านและหน้าบ้านอย่างรัดกุม เพื่อให้ได้บ้านใหม่ที่สมบูรณ์แบบ อยู่อาศัยได้อย่างอบอุ่น ปลอดภัย และมีความสุขในทุกๆ วันอย่างแท้จริง